คุณทราบหรือไม่ครับว่าเวลาที่คุณส่งอีเมล์ไปหาลูกค้า ส่วนใหญ่มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่เปิดอ่านจริงๆ

ข่าวร้ายคือ “ไม่ถึง 10%” 

 

ใช่แล้วครับ มันน้อยแค่นี้จริงๆ ที่เหลือเค้ามองว่าอีเมล์ของคุณก็เป็นแค่สแปมที่เสียเวลาของเค้า

แต่ข่าวดีคือ “คุณสามารถแต่งข้อมูลที่จะเพิ่มโอกาสในการตอบรับและตอบกลับของลูกค้าได้มากขึ้น”

 

ปัญหาหลักคือไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าหรือบริการของเรา

แต่ปัญหาคือเนื้อหาที่คุณใช้ในการสื่อสารกับเค้าต่างหาก

 

ข่าวดีที่ว่ากำลังอยู่ตรงหน้าคุณแล้ว

มาเรียนรู้และลองเพิ่มโอกาสในการตอบรับของลูกค้าผ่านการเขียนอีเมล์ของคุณไปด้วยกันเลยครับ

1. แนะนำตัวสั้นกระชับ

เริ่มตั้งแต่ประโยคแรกในการแนะนำตัวเลย

เป็นไปได้ต้องจบลงในหนึ่งประโยคสั้นๆ ห้ามยืดเยื้อเด็ดขาด

 

ลูกค้าฟังแล้วต้องรู้ทันทีว่าคุณเป็นใคร ทำธุรกิจอะไร

ถ้าคุณเป็นบริษัททีมีชื่อเสียง อันนี้ถือว่าได้เปรียบเพราะคุณไม่ต้องพูดเยอะลูกค้าก็รู้ว่าคุณเป็นใคร

 

แต่ถ้าคุณเป็นบริษัทที่ลูกค้าอาจจะไม่รู้จัก คุณยิ่งต้องออกแบบการสื่อสารประโยคแรกนี้ให้ละเอียดสุดๆ

2. ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้

ประเด็นถัดมาถือว่าเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลัก

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ลูกค้าทุกคนไม่ได้อยากรู้ว่าคุณขายอะไร

 

แต่สิ่งที่เค้าอยากรู้มากกว่าคือ “ชีวิตเค้าจะดีขึ้นอย่างไรถ้ามาใช้บริการกับคุณ”

นี่คือสิ่งที่คุณต้องอธิบายให้ได้ในขั้นตอนนี้

 

เพื่อให้ขั้นตอนนี้สมบูรณ์ขึ้น คุณอาจจะพิจารณาประเด็นเหล่านี้ควบคู่กันด้วย

  • มีการอธิบายวิธีที่จับต้องได้
  • ถ้าแปลงเป็นตัวเลขได้จะดีมากๆเช่น ช่วยลูกค้าลดต้นทุนได้ 30% เป็นต้น
  • ถ้ามีลูกค้าอื่นที่เคยใช้บริการมาแล้วเป็นตัวอ้างอิงก็จะยิ่งดี โดยพยายามเน้นให้หาลูกค้าที่มี background ใกล้เคียงกัน

3. มี Call to Action

ปิดท้ายด้วยการกำหนดเป้าหมายบางอย่างที่คุณอยากทำร่วมกันกับลูกค้า

อารมณ์ประมาณว่าไม่ได้ส่งอีเมล์เพื่อให้อ่านข้อมูลเฉยๆ

 

แต่มีบางอย่างที่ลูกค้าควรตัดสินใจ ไม่เช่นนั้นเค้าอาจจะเสียโอกาสบางอย่าง เช่น

  • จะขอทำนัด
  • จะเอาสินค้าทดลองไปให้ใช้
  • จะเอาตัวอย่างการทำงานไปให้ดูเพื่อพิสูจน์ว่าช่วยลูกค้าได้จริง เป็นต้น

 

ยอมรับว่าบางครั้ง Call to Action ที่ว่าก็อาจจะไม่ได้รับการตอบรับอยู่ดี

แต่ถ้าไม่ได้วางแผนในส่วนนี้เลย โอกาสที่การขายของเราจะคืบหน้าก็ยิ่งมีน้อยลง

4. ตัวอย่าง

คราวนี้มาถึงไคลแมกซ์แล้วครับ

ถ้าพูดแต่ทฤษฎีอย่างเดียวทุกท่านอาจไม่เห็นภาพ

 

ดังนั้นในหัวข้อสุดท้ายนี้ผมขอลองมอบตัวอย่างให้ดู

ขอให้ทั้งตัวอย่างที่ดีและตัวอย่างที่ไม่ดีไว้ดูประกอบกันเลย 

 

อันดับแรกมาดูตัวอย่างที่ไม่ดีกันก่อนครับ

“บริษัทของเราผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุอย่างดี นอกจากนั้นยังมีทีมงานออกแบบที่เป็นมืออาชีพกว่า 10 คนที่รังสรรค์งานออกแบบเพื่อให้ได้ชิ้นงานที่ละเอียดและคงทนที่สุด พร้อมกับการรับประกันงานกว่า 5 ปี…..

 

……ตอนนี้เรามีสินค้าล็อตใหม่ที่เพิ่งออกวางจำหน่ายล่าสุด เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสินค้านี้น่าจะตรงความต้องการของคุณลูกค้า………..

 

……นอกจากนี้เรายังมีโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับปีใหม่ โดยซื้อชุดโต๊ะทำงานจะมีแถมเก้าอี้ 1 ตัวฟรี ขอบคุณคุณลูกค้าล่วงหน้าสำหรับความสนใจนะครับ”

 

พอจะสังเกตเห็นหรือไม่ครับว่าข้อมูลที่ว่าดังกล่าวมีแต่ “เรา เรา เรา” อย่างเดียว

เพื่อให้เห็นภาพลองมาดูตัวอย่างที่ผมแนะนำกันครับ

 

———————————-

บริษัทของเราเป็นโรงงานผลิตออฟฟิศเฟอร์นิเจอร์ครบวงจร

ลูกค้าส่วนใหญ่จะติดปัญหาเรื่องการดูแลหลังการขาย ซึ่งบริการของเราตอบโจทย์ 100% โดยไปซ่อมให้ถึงออฟฟิศของท่านโดยไม่มีค่าบริการตรวจเช็คใดๆ นอกจากนั้นยังรับวัดพื้นที่และออกแบบ 3D โดยไม่มีค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน 

 

ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยลูกค้าประหยัดเวลาในการตัดสินใจ ประหยัดเงินเป็นหลักหมื่นจากค่าออกแบบ ลดความผิดพลาดในการผลิตเหลือศูนย์ และไม่ต้องกังวลเรื่องหลังการขายใดๆทั้งสิ้น

เราได้รับความไว้วางใจในการ renovate จากออฟฟิศในตึกเดียวกับคุณลูกค้าถึง 5 รายได้แก่ (1,2,3,4,5…)

 

ทางเราจะติดต่อกลับไปภายในสัปดาห์หน้าเพื่อทำนัดหมายเอาข้อมูลเบื้องต้นให้ลูกค้าเก็บไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกครับ

 

————————————–

เป็นอย่างไรบ้างครับกับตัวอย่างนี้

 

ข้อมูลที่ว่าใช้ลูกค้าเป็นตัวตั้งทั้งหมดโดยเน้นไปที่

  • การแนะนำตัวที่สั้นกระชับ
  • ให้ลูกค้าตระหนักถึงปัญหาที่ตัวเค้าน่าจะพบเจอ
  • บอกลูกค้าว่าชีวิตเค้าจะดีขึ้นอย่างไรถ้าลองมาใช้บริการของเราผ่านจุดแข็งของเรา
  • ยังไม่มีการบังคับซื้อใดๆ แค่ให้ลูกค้าลองเก็บไว้เป็นทางเลือกอีกทาง
  • มี Call to Action คือการทำนัดหมายเข้าพบ

 

ลองหาทางประยุกต์ดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่าอัตราการตอบรับของลูกค้าพุ่งขึ้นจนคุณอาจจะประหลาดใจก็เป็นได้