ถ้าคุณเป็นคนที่กำลังวางแผนเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือกำลังมองหางานใหม่ บทความนี้เป็นสิ่งที่คุณพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

ใช่แล้วครับ เรากำลังจะมาพูดถึงเทคนิคในการสัมภาษณ์งาน

 

เราจะมาอธิบายในมุมของผู้ว่าจ้างว่าสาเหตุอะไรเค้าถึงเลือกเมิน candidate บางคน

และนอกจากนั้นเราจะมาอธิบายทางแก้สำหรับปัญหาที่ว่าดังกล่าว

 

สุดท้ายตั๋วที่คุณคิดจะคว้าเอาไว้ก็จะอยู่ในกำมือคุณง่ายกว่าเดิม

มาดูสาเหตุที่ว่านั้นทีละข้อกันเลยครับ

 

1. คุณพูดเยอะเกิน

นี่เป็นหลุมพรางอันดับแรกๆ

หลายคนคิดว่าการเป็นนักขายที่ดีต้องโชว์ให้เห็นว่าพูดเก่ง

 

ย้ำอีกครั้งว่าพูดเก่งนั้นถือว่ามีแต้มต่อ

แต่ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีใดๆเลยว่าจะเป็นนักขายที่เก่ง

 

ในทางกลับกัน บางคนยิ่งพูดเก่งแบบน้ำไหลไฟดับ อันนี้ถือเป็นข้อกังวลใจของผู้ว่าจ้างหลายคน

ยิ่งถ้าการพูดนั้นเป็นการตอบคำถามที่ไม่ตรงประเด็น กล่าวคือเป็นแนวถามม้าตอบช้าง

 

อันนี้ถือเป็นข้อกังวลใจเป็นอย่างมาก

เพราะคาแรคเตอร์นี้จะไม่ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการขายใดๆ

 

เพราะสิ่งที่คุณบอกลูกค้านั้นมักจะไม่ได้เป็นสิ่งที่ลูกค้าอยากรู้

อารมณ์ประมาณว่าอยากได้อะไรไม่รู้ แต่ผมอยากจะขายอันที่ผมเตรียมมา ซึ่งวิธีนี้จะไม่มีทางพาคุณไปสู่ความสำเร็จทางการขายได้

 

สิ่งที่คุณควรทำคือ เป็นนักฟังและนักถามคำถามที่ดี

ตั้งใจฟังในทุกคำถามตอนสัมภาษณ์ ไม่ต้องรีบตอบ ทวนคำถามถ้าไม่เคลียร์ เน้นตอบให้กระชับและตรงประเด็น

 

นอกจากนั้นต้องรู้จักถามคำถามเพิ่มเติมเพื่อแสดงความอยากรู้อยากเห็น

วิธีนี้ดังกล่าวที่จะทำให้คุณโดดเด่น หาใช่เอาแต่โชว์พูดเก่งแต่เพียงอย่างเดียว

 

2. คุณพิสูจน์ไม่ได้

อีกข้อหนึ่งที่ทำให้คุณตกม้าตายตอนสัมภาษณ์คือ “คุณพิสูจน์ไม่ได้”

คำพูดของคุณมีแต่ความสวยงามซึ่งเต็มไปด้วยความลอยๆและคลุมเครือ

 

เพื่อให้เห็นภาพ ผมขอลองยกตัวอย่างความคลุมเครือเหล่านั้นให้ดูนะครับ

  • “ผมเป็นคนที่มีความอดทน”
  • “ผมเป็นคนที่ชอบงานเซลล์”
  • “ผมมั่นใจว่าทำได้เพราะมีหลายงานที่ผ่านมาก็ใกล้เคียงกับการขายเช่นกัน”
  • “ผมมั่นใจว่าน่าจะปิดเป้าได้แน่นอน”

 

ถ้าพูดแบบหยาบๆเลย ประโยคดังกล่าวที่พูดมาเป็นอารมณ์ประมาณว่า “ใครๆก็พูดได้”

วิธีแก้ไขคือ ทุกอย่างที่คุณพูดไปตอนสัมภาษณ์ คุณต้องสามารถ “พิสูจน์” ให้ผู้ว่าจ้างเห็นด้วย

 

มาดูตัวอย่างกันเลยครับ

  • “ผมมีความอดทน เพราะตอนเรียนหนังสือเคยทำงานเสริมเพื่อส่งตัวเองเรียนโดยไม่มีวันหยุดเลย ทำเช่นนี้อยู่ 5 ปีเต็ม สุดท้ายก็เรียนจบมาได้โดยไม่ต้องขอเงินพ่อแม่”
  • “ผมมั่นใจว่าเป็นคนเรียนรู้ได้เร็ว เช่นบริษัทก่อนหน้านี้ของผมไม่มีการอบรมพนักงานใหม่แต่อย่างใด วิธีที่ผมทำคือเรียนรู้เอง หาให้เจอว่าใครเป็นท๊อปเซลล์และขอให้เค้าสอน โทรหาลูกค้าให้เยอะสุด อะไรตอบไม่ได้ก็หาคำตอบวันต่อวันและโทรแจ้งกลับลูกค้าโดยไม่คั่งค้าง ผมถือโอกาสนี้ในการเอาตัวอย่างสมุดจดเล่มที่ว่านี้ให้ดูได้เลยครับ”

 

เห็นความแตกต่างหรือไม่ครับ

ชุดคำตอบแบบแรกคือ “คำตอบปั้นหล่อ” ที่ฟังดูดีและใครๆก็ตอบได้

 

แต่ชุดคำตอบแบบที่สองคือ การพิสูจน์ให้เห็นประกอบสิ่งที่พูดไป

ถ้าคุณสามารถทำคำตอบตอนสัมภาษณ์ให้เป็นแบบที่สองได้ ผมมั่นใจว่าโอกาสผ่านการสัมภาษณ์ก็มีสูงกว่าเดิม

 

3. คุณห่วงแต่ผลประโยชน์

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะครับว่าทุกคนต้องกินต้องใช้

ไม่ใช่ว่าให้เราทนรับเงินน้อยๆและไม่ต้องต่อรองอะไร อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ

 

แต่หลายคนตกม้าตายเรื่องนี้ตอนไปสัมภาษณ์งาน เพราะพอผู้ว่าจ้างถามว่า “มีอะไรจะถามเพิ่มหรือไม่”

พวกเค้าอาจจะเผลอถามแต่เรื่องผลประโยชน์อย่างเดียวเช่น

  • มีจ่าย OT หรือไม่
  • ค่าน้ำมันเบิกเพิ่มได้หรือไม่
  • วันเสาร์ต้องทำงานหรือไม่

 

กรณีนี้คือการโชว์ให้เห็นภาพลบ กล่าวคือยังไม่ทันทำงานก็กลัวจะเสียประโยชน์เสียแล้ว

คุณเองจะใช้แนวคิดที่ว่า “เราจะทำประโยชน์สูงสุดให้กับองค์กรนั้นอย่างไร” เป็นตัวตั้งมากกว่า

 

เพราะถ้าคุณเริ่มต้นด้วยแนวคิดเช่นนั้น สุดท้ายผลงานของคุณจะออกมายอดเยี่ยม และรายรับก็จะแปรผันตามแนวคิดของคุณ

เพราะงานขายเป็นงานที่ทำมากได้มากทำน้อยได้น้อย มีค่าคอมมิชชั่นรองรับที่ไม่เหมือนงานอื่นๆ

 

แต่พออ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะมีคำถามว่า “อ้าว แล้วจะไม่ให้ผมต่อรองอะไรเลยหรือ?”

ไม่ใช่เช่นนั้นครับ สุดท้ายคุณต้องต่อรองและทราบเงื่อนไขค่าตอบแทนทุกอย่างให้ละเอียด 100% ก่อนที่จะเซ็นสัญญาเริ่มงาน

 

เพียงแต่คำถามเหล่านี้ให้คุณเก็บเอาไว้ตอนท้ายตอนที่ผ่านการสัมภาษณ์แล้วเท่านั้น

ในระหว่างสัมภาษณ์ คำถามที่คุณควรจะใช้ถามน่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้องานมากกว่า

 

คำถามที่แนะนำเช่น

  • “ผมเข้าไปดูข้อมูลใน website มาและทราบว่าบริษัทกำลังเร่งขยายไปเวียดนาม พอจะบอกได้หรือไม่ครับว่าทำไมเน้นที่ประเทศนี้”
  • “ผมอยากทราบเรื่อง career path (โอกาสในความเติบโตภายในองค์กร) โดยอยากรู้ว่าถ้าผมมีโอกาสขึ้นเป็นท๊อปเซลล์จริงๆ ตำแหน่งถัดไปที่ผมจะมีโอกาสโตต่อได้ในองค์กรนี้คือตำแหน่งอะไรและต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อไปสู่โอกาสนั้นบ้างครับ”
  • “พอจะบอกได้หรือไม่ครับว่าที่นี่จะมีจุดขายอะไรบ้างเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในตลาดมานานกว่าเราครับ”
  • “พอจะเล่าให้ฟังได้หรือไม่ครับว่าท๊อปเซลล์ที่นี่มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง เผื่อทางผมจะได้เรียนรู้และหาโอกาสไปสู่จุดนั้นบ้าง”

 

พอจะเห็นความแตกต่างหรือไม่ครับ

ชุดคำถามชุดที่สองนี้เต็มไปด้วยการแสดงให้เห็นความกระตือรือร้นที่จะหาทาง “ทำให้องค์กรได้ประโยชน์” มากกว่าแค่การ “นึกถึงผลประโยชน์ของตัวเอง”

 

และแน่นอนว่าโอกาสที่คุณจะได้รับเลือกก็จะมีสูงขึ้น

นอกจากนั้น คำตอบที่คุณได้มาก็จะเป็นประโยชน์จริงในการเตรียมตัวเข้าทำงาน ไม่ใช่เป็นแค่คำถามปั้นหล่อที่กะว่าจะใช้ถามแค่เพื่อให้ได้งานอย่างเดียว

 

4. คุณทำการบ้านมาน้อย

อีกหัวข้อหนึ่งที่ทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ตกม้าตายคือ “คุณทำการบ้านมาน้อยเกิน”

ในทางกลับกัน ยิ่งคุณทำการบ้านมาเยอะเท่าไหร่ การันตีได้เลยว่าผู้สัมภาษณ์นั้นรู้สึกได้

 

และนี่คือสิ่งที่จะทำให้คุณโดดเด่นมากกว่าคนอื่น 

ที่สำคัญที่สุดคือ “อย่าเสียของเด็ดขาด”

 

กล่าวคือคุณต้องทำให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าคุณทำการบ้านมา

ตัวอย่างของการทำการบ้านเช่น

  • ลองค้นหากลุ่มลูกค้ามุ่งหวังโดยมีการ print รายชื่อติดมือไปในวันสัมภาษณ์
  • Print ข้อมูลคู่แข่งทั้งหมดมาอ่าน
  • เขียนแผนมาอย่างชัดเจนว่าจะทำเป้าการขายอย่างไร

 

ยิ่งคุณทำการบ้านมามากกว่าคนอื่นเท่าไหร่และทำให้ผู้สัมภาษณ์รับรู้ได้มากเท่าไหร่ โอกาสของคุณก็จะมากกว่าคนอื่นเท่านั้น

 

บทสรุป

มีเหตุผลมากมายก่ายกองที่จะทำให้คนคนหนึ่งสัมภาษณ์งานไม่ผ่าน

อย่างไรก็ตาม คุณจะได้เปรียบทันทีถ้ามีคนมาช่วยเก็งข้อสอบและวางแผนเรื่องนี้ให้

 

ดังนั้น สิ่งที่คุณควรวางแผนคือ

ข้อแรก อย่าเป็นคนที่พูดเยอะเกิน ต้องโชว์ให้เห็นการเป็นนักฟังและนักถามคำถามที่ดี

 

ข้อสอง อย่าเป็นคนที่พูดลอยๆ อะไรก็ตามที่บอกไปตอนสัมภาษณ์ต้องโชว์ให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าสิ่งที่พูดไปเป็นสิ่งที่พิสูจน์หรือจับต้องได้

ข้อสาม อย่าโชว์ให้เห็นว่าเรากังวลแต่ผลประโยชน์ อย่าคิดแต่ว่าบริษัทจะเอาเปรียบเรา

 

และข้อสุดท้าย ต้องโชว์ให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าเราทำการบ้านจริงและทำมามากพอ

ถ้าเก็งข้อสอบได้ถูกตามนี้ โอกาสที่คุณจะได้งานก็มีสูงขึ้นอย่างแน่นอนครับ